ย้อนไปเมื่อประมาณ 80-90 ปีที่แล้ว
การขุดเจาะน้ำบาดาลยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก และค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายที่แพง
แหล่งน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคของชาวบ้านในขณะนั้นจึงมาจากแม่น้ำลำคลอง หรือลำธารเสียส่วนใหญ่
แต่เมื่อเข้าช่วงหน้าร้อนตั้งแต่เดือนมีนาคม น้ำในลำธารก็เริ่มแห้งเหือดหายไปจนหมด
ทำให้ชาวบ้านไม่มีน้ำใช้ ต่อมาก็มีชาวบ้านหลายคนขอทำหน้าที่ออกหาสำรวจแหล่งน้ำใหม่
ๆ เพื่อให้คนในหมู่บ้านได้มีน้ำใช้กัน
แต่เดิมหมู่บ้านซับข่อย มีสภาพเป็นป่าไผ่
และป่าต้นข่อยมาก่อน ถ้าพื้นที่ตรงจุดไหนไม่มีคนเข้าไปอยู่อาศัย ตรงนั้นก็จะเป็นป่ารกทึบ
ต่อมาก็ได้มีชาวบ้านคนหนึ่งเดินบุกป่าไปเจอต้นมะม่วงใหญ่อยู่กลางป่า (เมื่อสังเกตดูที่ตั้งในปัจจุบันต้นมะม่วงต้นนี้อยู่ตรงกลางของหมู่บ้านซับข่อย)
ความใหญ่ของลำต้นมะม่วงต้นนี้ประมาณ 3-4 คนโอบเลยทีเดียว
ชาวบ้านเห็นว่าใต้ต้นมะม่วงนั้นมีน้ำซึม ดินแฉะ ๆ จึงได้หากิ่งไม้มาลองขุดๆดู
ก็พบว่าใต้ต้นมะม่วงนี้เป็นแหล่งน้ำซับ จึงได้ไปบอกชาวบ้านคนอื่นๆ ให้มาช่วยกันขุด
โดยขุดไปได้ประมาณ 1 ศอก น้ำก็เริ่มไหลออกมา
ชาวบ้านจึงได้ช่วยกันขุดให้เป็นแอ่งกว้างลึกประมาณ 1 เมตร
หลังจากขุดเสร็จก็มีน้ำไหลออกมาเรื่อย ๆ น้ำที่ไหลซึมออกมานั้นมีสีใสสะอาด และเย็นมาก
ชาวบ้านต่างพากันตักน้ำไปใช้ทั้งอุปโภคและบริโภค ซึ่งน้ำในแอ่งน้อยๆใต้ต้นมะม่วงใหญ่นั้นก็ไม่มีวี่แววจะหมด
และยังไหลซึมออกมาเรื่อย ๆ ตลอดทั้งปี โดยที่ไม่แห้งไปเหมือนน้ำในลำธาร
ชาวบ้านจึงได้ตั้งชื่อว่า “บ่อน้ำซับม่วง” ตามที่มาจากสถานที่ใต้ต้นมะม่วงนั่นเอง ซึ่งบ่อน้ำซับม่วงนี้ก็ได้เป็นแหล่งน้ำหลักในช่วงหน้าแล้งของชาวบ้านเรื่อยมา
ต่อมาวันหนึ่ง วันนั้นเป็นวันที่ท้องฟ้าอึมครึมเหมือนฝนจะตก ณ เวลาประมาณ 5 โมงเย็น มีเด็กผู้หญิงอายุ 12 ขวบคนหนึ่ง (ซึ่งปัจจุบันคือ ยายเต่า ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน) เล่าว่าแกกำลังเดินไปไล่วัวควายที่ล่ามเชือกทิ้งไว้ให้กินหญ้าอยู่ไม่ไกลจากบ่อน้ำซับม่วงนี้ อยู่ๆ ก็รู้สึกอยากแหงนหน้าขึ้นไปมองบนต้นมะม่วง พอแหงนขึ้นไปยายเต่าในวัยเด็ก ก็เห็นผู้หญิงอายุประมาณกลางคนห่มสไบนั่งห้อยขาอยู่บนต้นมะม่วงนั้น แล้วมองลงมาหายายเต่าที่พื้น ความสูงจากพื้นถึงกิ่งมะม่วงนั้นก็ราวๆ 10 กว่าเมตรแล้ว ถ้าเป็นคนไม่น่าจะปีนขึ้นไปได้ง่ายๆ แน่นอน เมื่อในหัวของยายมีคำตอบแล้ว จังหวะนั้นยาย ก็วิ่งกระเจิงกลับบ้านไม่สนวัวสนควายเลย
เช้าวันต่อมา ยายเต่าก็ได้ออกมากับแม่เพื่อพาวัวควายกลับบ้าน
แต่ก็ต้องตกใจที่ต้นมะม่วงต้นนั้นถูกฟ้าผ่าหักลงมาครึ่งต้น
ยายเต่าจึงได้นำเรื่องที่ได้เจอเมื่อคืนเล่าให้แม่แกฟัง แม่แกเลยบอกว่า สงสัยท่านจะมาลา
หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีใครเจอผู้หญิงคนนั้นอีกเลย แต่วันดีคืนดีก็มีคนเจอผู้ชายมีผ้าขาวม้าโพกหัวอยู่แถวนั้นด้วย
ชาวบ้านจึงได้เชิญร่างทรงมาเข้าทรงดูว่าผู้ชายคนนั้นคือใคร ซึ่งได้คำตอบว่า ท่านคือคนที่คอยคุ้มครองแผ่นดินผืนนี้
ที่ดินของหมู่บ้านซับข่อยในปัจจุบัน ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันตั้งศาลขึ้นมา โดยเรียกศาลนั้นว่า
“ศาลเจ้าพ่อซับม่วง” ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับบ่อน้ำซับม่วง
ชาวบ้านซับข่อยต่างเกิดความศรัทธา มาขอหวยบนบานศาลกล่าวเรื่องต่างๆ
ปรากฏว่าได้จริงตามที่ขอจึงเกิดความเชื่อ และความศรัทธา นำของมาถวายแก้บนกันยกใหญ่
คนที่มาขอไว้เมื่อสำเร็จสมหวังแล้วไม่ยอมมาแก้บนก็จะมีอันเป็นไป ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันจัดพิธีเลี้ยงใหญ่ในวันสงกรานต์ที่
15 เมษายนของทุกปีเพื่อขอขมาไถ่โทษแทนคนเหล่านี้
และถือเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของชาวบ้านทุกคน จึงได้จัดกิจกรรมการรดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านในวันนี้
นับเป็นวันที่ชาวบ้านทุกๆ คนได้มาพบปะสังสรรค์กันอย่างสนุกสนาน และสืบเนื่องกิจกรรมนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันการขุดเจาะน้ำบาดาลหรือแหล่งน้ำอื่นๆ ก็เริ่มมีเข้ามาอย่างหลากหลาย
ทำให้ชาวบ้านไม่ได้ไปใช้บ่อน้ำซับม่วงนั้นแล้ว แต่ได้นำท่อน้ำมาใส่ไว้อย่างดี
และได้จัดเลี้ยงถวายศาลเจ้าพ่อซับม่วงทุกวันที่ 15 เมษายนอยู่เช่นเคยจวบจนปัจจุบันนี้





เป็นเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจดีค่ะ
ตอบลบต้องไปกราบไหว้สักครั้ง
ตอบลบ