เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน เป็นสัญญาณที่ดีของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ติดภูเขา
เพราะเป็นแหล่งอาหารอย่างพืชผักสมุนไพรป่า ที่ต่างพากันงอกงามเติบโตขึ้นหลังจากได้รับน้ำฝน
รวมถึงพืชตระกูลว่านไพรอย่าง “ต้นดอกอีหอม” พืชสมุนไพรป่าหาทานยาก
ออกดอกแค่ปีละครั้ง ซึ่งหมู่บ้านซับข่อยนี้เรียกกันว่าดอกอีหอม “ซับข่อยวิถี” จะพาทุกคนไปเก็บดอกอีหอมในป่าใกล้บ้านกันค่ะ
ในช่วงนี้มีฝนตก แทบทุกวัน
ความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณในป่าก็เริ่มงอกงาม แม่จึงได้ชวนฉันเข้าป่าเพื่อไปเก็บหน่อไม้และพืชผักป่าบนภูเขา
เมื่อเก็บหน่อไม้เสร็จ กำลังจะเดินลงเขากลับบ้านกัน แม่ก็มองไปเห็นกอไม้ชนิดหนึ่งและแม่ก็เข้าไปดูใกล้ๆ
หันมาทำหน้าดีใจแล้วเรียกฉันให้ไปช่วยเก็บอย่างกระตือรือร้น แล้วบอกกับฉันว่า ต้นนี้มีชื่อว่า
“ดอกอีหอม” (ภาษาถิ่นของหมู่บ้าน)
หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “ต้นกระทือป่าดอกเขียว” เป็นพืชตระกูลว่านไพร จะงอกและออกดอกเฉพาะในช่วงฤดูฝนเท่านั้นเมื่อหมดช่วงจะทิ้งต้นตายฝังเหง้าไว้ใต้ดิน
รอจนกว่าจะวนกลับมาหน้าฝนอีกครั้งจึงจะงอกต้นและดอกขึ้นมาใหม่
“ดอกอีหอม” สามารถขยายพันธุ์ได้ 2
วิธี คือขยายพันธุ์ผ่านเหง้า และเมล็ดที่อยู่ข้างในกลีบดอก ต้นดอกอีหอมมีลำต้นและใบเหมือนต้นขิง
มีดอกงอกขึ้นมาจากเหง้าใต้ดิน
ลักษณะดอกเป็นแบบช่อมีกลีบเรียงซ้อนกันขึ้นมาเป็นรุปวงรีคล้ายต้นดอกกระทือ โดยดอกกระทือจะมีปลายดอกแหลมคล้ายสามเหลี่ยม
แต่ดอกชนิดนี้จะมีปลายดอกที่มนกว่าและมีสีเขียวไปตลอดจนถึงแก่
แต่ดอกกระทือนั้นเมื่อดอกเริ่มแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดง และที่สำคัญคือกลิ่นที่ไม่เหมือนกัน
กลิ่นของดอกอีหอมจะมีกลิ่นที่หอมเป็นเอกลักษณ์ ส่วนดอกกะทือจะมีกลิ่นที่ชัดและแรงกว่า
สรรพคุณจากต้นดอกอีหอม “เหง้า” มีสรรพคุณบำรุงน้ำนม แก้ปวดม้วนในท้องขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน
คนสมัยก่อนใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านนำเหง้ามาทำเป็นยาประคบแก้ฟกช้ำและลดการอักเสบได้
“ใบ” ช่วยขับน้ำคาวปลา ขับลมได้ มักนำมาต้มดื่มกิน “ต้น” ทำให้เจริญอาหาร “ดอก” แก้ไข้เรื้อรัง ไข้จับสั่น ไข้ตัวเย็น และแก้อาการผอมเหลืองได้
และ “เกสร” แก้ลม และบำรุงธาตุ
อีกส่วนหนึ่งของดอกอีหอมที่นิยมทานก็คือ ส่วนในของลำต้น วิธีการทานคือ ตัดลำต้นมาแล้วนำมาตัดเป็นท่อน ฉีกกาบสีเขียวส่วนที่แข็งๆ ข้างนอกออก ให้เหลือแค่ส่วนสีขาวของลำต้นด้านใน สามารถนำมาทานดิบได้เลย ทานแกล้มกับน้ำพริกปลาร้าสับคือเข้ากันที่สุด และสามารถนำมาทำเป็นแกงได้ อย่างเช่นแกงต้นดอกอีหอมใส่หมูสับ และต้นอ่อนสามารถนำมาทำผัดพริกแกงก็ได้เช่นกัน แต่ต้องใช้ส่วนต้นในปริมาณที่เยอะพอสมควรเพราะส่วนข้างในที่ต้องใช้เมื่อลอกกาบออกจะเหลือนิดเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้นเมนูในการทำจะไม่ตายตัว สามารถนำไปปรับประยุกต์ได้ตามความชอบได้เลยค่ะ






ได้ความรู้มากๆเลยค่ะ รอติดตามนะคะ เขียนดีมากค่ะ
ตอบลบสุดยอดเลยยยยย
ตอบลบถ้ามีโอกาสอยากลองทานซักครั้งจังเลยค่ะ ^^
ตอบลบได้ความรู้เยอะมาก
ตอบลบพึ่งรู้ว่ามันกินได้
ตอบลบ